การแบ่งระดับความเสียหายของโครงสร้างอาคารหลังเกิดแผ่นดินไหว | KOH
การเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอาคาร อาคารเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการประเมินสภาพในเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะกำหนดความปลอดภัยในการกลับเข้าใช้งาน หรือวางแผนการจัดการพื้นที่ และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที กระบวนการสำรวจความเสียหายขั้นต้นนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากจำนวนอาคารที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในแต่ละครั้งมีเป็นจำนวนมาก การสำรวจทั้งหมดในเวลาอันจำกัดจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ประกอบกับการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างมีจำนวนจำกัด การมีบุคลากรที่มีความรู้พื้นฐานด้านช่าง หรือวิศวกรจากสาขาอื่น ๆ เข้ามาช่วยในการสำรวจ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การประเมินความเสียหายขั้นต้นครอบคลุมอาคารทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาคาร ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่มีอาคารเสียหายจำนวนมากจากแผ่นดินไหว จึงได้จัดทำแบบสำรวจความเสียหายขั้นต้น และคู่มือการสำรวจความเสียหายขั้นต้นของโครงสร้างอาคาร เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างเป็นระบบ
หลักการของการแบ่งระดับความเสียหายขั้นต้น
การแบ่งระดับความเสียหายขั้นต้นของอาคารหลังแผ่นดินไหว เป็นการจัดหมวดหมู่ความเสียหายของอาคารออกเป็น 3 ระดับหลัก เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจสถานการณ์ความปลอดภัยของอาคารได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน แต่ละระดับจะถูกกำหนดด้วยสีที่แตกต่างกันบนป้ายประกาศ ซึ่งช่วยในการสื่อสารสถานะของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสียหาย | ข้อจำกัดในการใช้งานอาคาร | ป้ายประกาศฯ |
---|---|---|
ไม่เสียหาย/เสียหายเล็กน้อย | ใช้งานอาคารได้ตามปกติ | สีเขียว |
เสียหายปานกลาง | ใช้งานอาคารได้ต่อไป (บางส่วนหรือทั้งหมด) และควรตรวจสอบละเอียด | สีเหลือง |
เสียหายหนัก/อาจพังถล่มได้ | ห้ามใช้งานอาคาร | สีแดง |
การแบ่งระดับความเสียหายนี้ มีหลักการสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินอาคารแต่ละหลัง ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป
หลักเกณฑ์การพิจารณาระดับความเสียหายขั้นต้นของอาคาร
การพิจารณาระดับความเสียหายของอาคารแต่ละหลัง มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้สำรวจสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกัน หลักเกณฑ์เหล่านี้ครอบคลุมถึงลักษณะของความเสียหายที่พบเห็น และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของอาคาร
อาคารไม่มีความเสียหายหรือเสียหายเล็กน้อย (สีเขียว)
อาคารที่อยู่ในระดับนี้ จะถูกพิจารณาว่ายังคงมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการใช้งานตามปกติ อาคารควรมีคุณสมบัติดังนี้
- ความสามารถในการรับแรงในแนวดิ่งและแนวข้างไม่ลดลง
- ไม่มีอันตรายจากการร่วงหล่นของเศษวัสดุ
- ไม่มีการสูญเสียเสถียรภาพของพื้นดินบริเวณที่ตั้งอาคาร
- ทางเข้าออกหลักของอาคารสามารถใช้งานได้
- ไม่พบความเสียหายของระบบท่อน้ำทิ้งที่อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
- ไม่พบสภาพอื่นๆ ที่อาจไม่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ความเสียหายเล็กน้อยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะ ก็อาจรวมอยู่ในระดับนี้ได้ เช่น รอยแตกร้าวที่ผิวนอกของชิ้นส่วนโครงสร้างที่ไม่เสี่ยงต่อการร่วงหล่น หรือส่วนประกอบอาคารที่หลุดร่วงลงมาแล้วและไม่เป็นอันตราย
อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารควรตระหนักว่า แม้จะได้รับการประเมินว่าปลอดภัย แต่ก็ควรเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น หากมีแผ่นดินไหวตาม (aftershock)
อาคารมีความเสียหายในระดับปานกลาง (สีเหลือง)
การประเมินอาคารในระดับนี้อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากเป็นระดับที่อยู่ระหว่างอาคารที่ใช้งานได้ตามปกติ และอาคารที่ไม่ปลอดภัย
อาคารในกลุ่มนี้ยังสามารถใช้งานต่อไปได้ แต่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
อาจจำเป็นต้องมีการจำกัดการใช้งานอาคารในบางพื้นที่ เพื่อป้องกันอันตรายจากชิ้นส่วนที่อาจร่วงหล่น
ผู้สำรวจต้องระบุข้อจำกัดในการใช้งานอาคารให้ชัดเจน ทั้งในแบบสำรวจและป้ายประกาศ
พื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยควรมีการกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน
หากมีการซ่อมแซมชั่วคราว เช่น การติดตั้งค้ำยัน ก็ควรพิจารณาว่าอาคารยังอยู่ในระดับความเสียหายปานกลาง เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายสิ่งค้ำยัน
อาคารมีความเสียหายอย่างรุนแรง (สีแดง)
อาคารในระดับนี้มีความเสียหายที่รุนแรง และอาจเกิดการพังถล่มได้ หากมีเหตุการณ์อื่น ๆ ตามมา เช่น แผ่นดินไหวตาม
อาคารจะถูกห้ามไม่ให้ใช้งานโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ลักษณะความเสียหายที่ใช้พิจารณาว่าอาคารอยู่ในระดับนี้ ได้แก่
- สภาพโดยรอบอาคารที่อาจเป็นอันตราย เช่น อาคารข้างเคียงที่เสี่ยงต่อการพังถล่ม, ดินถล่ม, น้ำท่วมฉับพลัน
- การรั่วไหลของแก๊ส หรือความเสียหายของสายไฟฟ้า
- รอยแตกร้าวขนาดใหญ่บนพื้นดิน หรือการเอียงตัวของอาคาร
- การพังถล่มของผนังรับน้ำหนัก หรือโครงสร้างหลังคา
- ความเสียหายอย่างหนักของเสา คาน หรือจุดเชื่อมต่อ
- การเคลื่อนตัวระหว่างชั้นที่เห็นได้ชัด
- ความเสียหายอย่างหนักของฐานราก
อย่างไรก็ตาม อาคารที่ได้รับป้ายแดง อาจไม่จำเป็นต้องถูกรื้อถอนเสมอไป การดำเนินการต่อไปจะขึ้นอยู่กับการประเมินโดยละเอียดของวิศวกร
การติดป้ายประกาศระดับความเสียหายขั้นต้น
การติดป้ายประกาศระดับความเสียหาย เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสื่อสารข้อมูลความปลอดภัยของอาคารให้แก่เจ้าของอาคาร ผู้ใช้งาน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้การติดป้ายประกาศมีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติดังนี้
- ใช้ปากกาหมึกถาวรในการกรอกข้อมูลบนป้ายประกาศ เพื่อป้องกันการเลือนหายของข้อมูล
- ติดป้ายประกาศในบริเวณที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ใกล้ทางเข้าอาคาร
- หากอาคารมีทางเข้าหลายทาง ควรติดป้ายประกาศที่ทุกทางเข้า
- ถ่ายรูปป้ายประกาศที่ติดแล้ว เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล
- อาคารแต่ละหลังควรได้รับป้ายประกาศในระดับเดียวกันทั้งหลัง แม้ว่าจะมีส่วนที่ใช้งานแตกต่างกัน
การเปลี่ยนระดับของป้ายประกาศระดับความเสียหายขั้นต้น
ในบางสถานการณ์ อาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระดับความเสียหายของอาคาร ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนป้ายประกาศ การเปลี่ยนแปลงนี้ควรดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น เหตุผลในการเปลี่ยนป้ายประกาศอาจมีดังนี้
- เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในการประเมิน หรือมีผู้ร่วมประเมินที่มีความเห็นแตกต่าง
- เป็นผลจากการเกิดแผ่นดินไหวตามอย่างรุนแรง (ในกรณีนี้ ป้ายประกาศใหม่ต้องระบุวันที่ตรวจสอบใหม่)
- ตรวจพบความเสื่อมสภาพของเสถียรภาพของพื้นดินในภายหลัง เช่น การทรุดตัวของอาคาร
ในบางกรณี อาจเป็นการเปลี่ยนระดับความเสียหายไปในทิศทางที่น้อยลง เช่น หลังจากการซ่อมแซมชั่วคราวที่ทำให้อาคารมีความปลอดภัยมากขึ้น ในกรณีนี้ วิศวกรที่ทำการซ่อมแซมควรทำหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการประเมินอาคาร
การมีระบบการแบ่งระดับความเสียหายที่ชัดเจน และการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จะช่วยให้การจัดการกับสถานการณ์หลังแผ่นดินไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ข้อมูลจาก : กรมโยธาธิการและผังเมืองกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2560